LLumens Lab
หน้าแรก /เชิงลึก / UGR และ TI: วิทยาศาสตร์เชิงลึกของการประเมินแสงบาดตา
เชิงลึก Blog · ฉบับปรับปรุง

UGR และ TI: วิทยาศาสตร์เชิงลึกของการประเมินแสงบาดตา

UGR และ TI: วิทยาศาสตร์เชิงลึกของการประเมินแสงบาดตา
Picsum ID: 23

UGR และ TI: วิทยาศาสตร์เชิงลึกของการประเมินแสงบาดตา

แสงบาดตาคือหนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดในออกแบบแสงสว่าง แต่ “ความบาดตา” ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวที่วัดไม่ได้ — วิศวกรรมแสงสว่างพัฒนาสูตรคำนวณที่แม่นยำเพื่อระบุระดับความบาดตาได้เป็นตัวเลข ระบบที่ใช้แตกต่างกันตามประเภทพื้นที่: UGR สำหรับภายในอาคาร และ TI สำหรับภายนอกและถนน

แสงบาดตา 2 ประเภท: Discomfort vs Disability

  • Discomfort Glare (ความรู้สึกไม่สบายตา): ทำให้ผู้ใช้รู้สึกระคายเคือง ปวดตา ต้องการหันหนี แต่ยังมองเห็นงานที่ทำได้ ประเมินด้วย UGR
  • Disability Glare (สูญเสียการมองเห็น): ทำให้ความสามารถในการมองเห็น Object ลดลงจริง เกิดจาก Veiling Luminance ที่ทับซ้อนบนจอประสาทตา ประเมินด้วย TI

สูตร UGR: กายวิภาคของตัวเลขความบาดตา

UGR (Unified Glare Rating) พัฒนาโดย CIE ในปี 1995 สูตรคำนวณคือ:

UGR = 8 log [ (0.2 / Lb) × Σ (Ls² × ω) / p² ]

  • Lb = ความสว่าง (Luminance) ของพื้นหลัง (cd/m²) — ห้องที่มืดกว่าจะทำให้ UGR สูงกว่า
  • Ls = ความสว่างของโคมไฟที่มองเห็น (cd/m²) — ยิ่งโคมสว่าง UGR ยิ่งสูง
  • ω = มุมตัน (Solid Angle) ของโคมไฟจากตำแหน่งผู้สังเกต (sr)
  • p = ดัชนีตำแหน่ง Guth Position Index — โคมที่อยู่ตรงหน้ามีผลมากกว่าโคมที่อยู่ขอบสายตา

ค่า UGR ที่คำนวณมักอยู่ในช่วง 5–30 โดยยิ่งค่าสูงยิ่งบาดตา การออกแบบที่ดีต้องทำให้ UGR ไม่เกินขีดจำกัดตามประเภทงาน:

ประเภทพื้นที่UGR สูงสุดที่ยอมรับตัวอย่าง
งานที่ต้องการสมาธิสูงมากUGR ≤ 10ห้องผ่าตัด, งานเจียระไนรัตนชาติ
งานละเอียด (Drawing, CAD)UGR ≤ 16ห้องออกแบบ, สถาปัตยกรรม
งานสำนักงานทั่วไปUGR ≤ 19Office, Classroom
งานประชุมUGR ≤ 22Conference Room, บันไดเลื่อน
พื้นที่สาธารณะUGR ≤ 25Lobby, Corridor
พื้นที่เคลื่อนไหวUGR ≤ 28โรงเก็บสินค้า, โกดัง

UGR Table Method: วิธีใช้งานจริงในการออกแบบ

ในทางปฏิบัติ ผู้ผลิตโคมไฟจะให้ UGR Table (ตารางค่า UGR สำเร็จรูป) ในเอกสาร Photometric Data โดยระบุค่า UGR สำหรับห้องขนาดต่าง ๆ (ดัชนี k = 0.6 ถึง 5) และค่า Reflectance ของผนัง-เพดาน (ตั้งแต่ 70/50/20 ถึง 50/30/20) วิธีนี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบ UGR ได้โดยไม่ต้องคำนวณสูตรเต็ม

Guth Position Index: เหตุใดทิศทางจึงสำคัญ

Position Index (p) สะท้อนความจริงว่าดวงตาไวต่อแสงบาดตาในทิศทางต่าง ๆ ไม่เท่ากัน:

  • โคมตรงหน้า (0°): p มีค่าต่ำที่สุด → UGR สูงสุด
  • โคมมุม 45°: p ปานกลาง → UGR ลดลง
  • โคมขอบมุมมอง (>60°): p สูง → มีผลต่อ UGR น้อยที่สุด

ด้วยเหตุนี้ โคมไฟที่ติดตั้งด้านข้างห้อง (Side Mounted) มักให้ UGR ต่ำกว่าโคมที่อยู่ตรงหน้าผู้ใช้งาน และโคมไฟที่มี Deep Cell Louvre หรือ Micro-prismatic Panel ช่วยจำกัดแสงในมุมสูง (cut-off angle) เพื่อลด Ls ในทิศทางที่มีผลต่อ UGR

TI (Threshold Increment): แสงบาดตาบนถนน

สำหรับพื้นที่ภายนอก CIE 115:2010 ใช้ TI (Threshold Increment) แทน UGR เพราะบริบทต่างกัน:

TI = 65 × Lvl / Lav0.8

  • Lvl = Veiling Luminance (cd/m²) — แสงกระเจิงจากโคมไฟที่สร้าง “ม่านสว่าง” บนจอประสาทตา
  • Lav = ค่าเฉลี่ย Luminance ของผิวถนน (cd/m²)

TI แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์: TI = 10% หมายความว่าการมองเห็น Object บนถนนต้องการ Contrast สูงขึ้น 10% เพื่อชดเชย Veiling Luminance จากโคมไฟ มาตรฐาน EN 13201 กำหนด TI ≤ 10% สำหรับถนนสายหลัก และ TI ≤ 15% สำหรับถนนรอง

Veiling Luminance: ฟิล์มแสงที่มองไม่เห็นบนตา

เมื่อแสงเข้าตาในมุมที่ไม่เหมาะสม แสงจะกระเจิงภายในลูกตา (Intraocular Scatter) สร้างแสงพื้นหลังที่เรียกว่า Veiling Luminance ซึ่งทับซ้อนกับภาพที่ต้องการมองเห็น เปรียบได้กับการถ่ายภาพผ่านกระจกที่มีฝุ่น — แม้ภาพเป้าหมายจะชัด แต่ก็มองผ่านม่านสีขาวอ่อน ๆ ที่ลด Contrast

วิธีลด UGR ในการออกแบบจริง

  • ใช้โคมที่มี Cut-off Angle ≥ 65°: จำกัดแสงในมุมสูงที่ส่งผลต่อ UGR
  • เพิ่ม Lb (แสงพื้นหลัง): การทำให้ผนังและเพดานสว่างขึ้น (Indirect Lighting) ช่วยลด UGR โดยไม่ต้องลดความสว่างของโคม
  • กระจายโคมไฟให้มากขึ้น: โคม 10 ดวงที่ Ls ต่ำกว่า ดีกว่าโคม 2 ดวงที่ Ls สูงมาก (เพราะ Ls² ในสูตรทำให้ผลแตกต่างมาก)
  • Micro-prismatic Panel / Opal Diffuser: กระจายแสงให้กว้างขึ้น ลด Peak Luminance ของโคม
  • ตำแหน่งติดตั้ง: หลีกเลี่ยงโคมที่ตกในมุม Guth Position Index ต่ำจากตำแหน่งนั่งทำงาน

สรุป

UGR และ TI ไม่ใช่แค่ตัวเลขในเอกสาร Photometric แต่คือเครื่องมือสำคัญในการออกแบบพื้นที่ที่ไม่ทำร้ายดวงตาของผู้ใช้ นักออกแบบแสงที่สามารถควบคุม UGR ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามประเภทงานและพื้นที่ จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้ใช้รู้สึกสบายตาโดยไม่รู้ว่าเหตุใด — และนั่นคือนิยามของออกแบบแสงที่ดี