LLumens Lab
หน้าแรก /ออกแบบแสง / ออกแบบแสงเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ: Biodiversity Lighting และวิธีลดผลกระทบต่อธรรมชาติ
ออกแบบแสง Blog · ฉบับปรับปรุง

ออกแบบแสงเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ: Biodiversity Lighting และวิธีลดผลกระทบต่อธรรมชาติ

คู่มือออกแบบแสงเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ Biodiversity Lighting ลดผลกระทบต่อแมลง นก ค้างคาว พืช และระบบนิเวศ พร้อมอ้างอิง RIBA Journal, DarkSky และ NARIT

ออกแบบแสงเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ: Biodiversity Lighting และวิธีลดผลกระทบต่อธรรมชาติ
ภาพปกบทความ biodiversity lighting แสดงทางเดินธรรมชาติกลางคืนพร้อมแสงอุ่นแบบ shielded lighting

ออกแบบแสงเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ biodiversity lighting คือแนวคิดที่มองว่าแสงภายนอกอาคารไม่ได้กระทบเฉพาะมนุษย์ แต่กระทบสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย ทั้งแมลงผสมเกสร นกอพยพ ค้างคาว สัตว์กลางคืน ต้นไม้ และพืชพรรณในพื้นที่ หากใช้แสงผิดเวลา ผิดทิศทาง หรือขาวเกินจำเป็น แสงกลางคืนอาจกลายเป็นแรงรบกวนระบบนิเวศโดยไม่ตั้งใจ

บทความนี้เรียบเรียงจากบทความ “Lighting for biodiversity” โดย RIBA Journal ซึ่งพูดคุยกับ Benz Roos จาก Speirs Major Light Architecture เกี่ยวกับผลกระทบของแสงต่อธรรมชาติ และนำมาต่อยอดเป็นแนวทางสำหรับงานออกแบบแสงในสวนสาธารณะ ทางเดินริมน้ำ อาคารรีสอร์ต พื้นที่ชุมชน สนามกีฬา และโครงการภายนอกอาคารในประเทศไทย

สรุปเร็ว: Biodiversity Lighting คืออะไร?

Biodiversity lighting คือออกแบบแสงที่ช่วยให้คนใช้งานพื้นที่ได้ปลอดภัยและอ่านทางได้ชัด แต่ลดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นให้มากที่สุด หลักคิดสำคัญคือไม่ทำกลางคืนให้กลายเป็นกลางวันทั้งหมด แต่ใช้แสงเพื่อ “นำทางในความมืด” อย่างพอดี รักษาบางพื้นที่ให้มืด เลือกสีแสงที่อ่อนโยนกว่า และควบคุมแสงไม่ให้ฟุ้งหรือรุกล้ำออกนอกพื้นที่ใช้งาน

สิ่งมีชีวิต/ระบบนิเวศผลกระทบจากแสงกลางคืนแนวทางออกแบบที่ควรใช้
แมลงผสมเกสร
เช่น ผึ้ง ผีเสื้อกลางคืน
เสียทิศทาง ถูกดึงออกจากพฤติกรรมหาอาหารหรือผสมเกสรลดแสงฟุ้ง เลือกแสงอุ่น เปิดเฉพาะจุดจำเป็น
นกอพยพถูกรบกวนเส้นทางอพยพหรือดึงเข้าหาแสงอาคารลด uplight, ปิดไฟ façade ช่วงเวลาสำคัญ, ลดจอ/ป้ายสว่าง
ค้างคาวหลีกเลี่ยงพื้นที่หาอาหารหรือเส้นทางบินที่สว่างเกินไปรักษา corridor มืด ใช้ shield และแสงโทนอุ่นมาก
ต้นไม้และพืชวงจรกลางวัน-กลางคืนถูกรบกวน ส่งผลต่อการพักตัวและฤดูกาลหลีกเลี่ยงการส่องเรือนยอดทั้งคืน ตั้งเวลาและลดความสว่าง
มนุษย์แสงจ้าและแสงรุกล้ำรบกวนการนอนและคุณภาพชีวิตคุม glare, light trespass, CCT และเวลาการเปิดไฟ

ทำไมแสง LED ขาวจัดจึงต้องระวังในพื้นที่ธรรมชาติ

RIBA Journal อธิบายว่าค่าอุณหภูมิสีของแสงเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะแสงที่ขาวหรือเย็นเกินไปอาจทำให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดรับรู้ผิดว่าเป็นเวลากลางวัน โดยเฉพาะแสงที่มีองค์ประกอบสีน้ำเงินสูงจาก LED ขาวเย็น ซึ่งส่งผลต่อสัตว์กลางคืน แมลง ค้างคาว และแม้แต่มนุษย์ที่ไวต่อช่วงคลื่นสีน้ำเงิน

สำหรับพื้นที่ใกล้ธรรมชาติ ทางเดินริมน้ำ สวนสาธารณะ รีสอร์ต หรือพื้นที่ที่มีแนวต้นไม้และสัตว์กลางคืน ควรหลีกเลี่ยงการใช้แสงขาวจัดโดยไม่มีเหตุผล หากต้องการความปลอดภัยและการอ่านทาง อาจใช้แสงอุ่นกว่า ระดับแสงต่ำกว่า และ optic ที่แม่นยำกว่าแทนการเพิ่มวัตต์

หลักออกแบบแสงเพื่อ Biodiversity

  1. เริ่มจากคำถามว่า “จำเป็นต้องมีแสงหรือไม่” ไม่ใช่เริ่มจากเลือกโคม ทุกจุดที่ไม่จำเป็นควรปล่อยให้มืดหรือใช้ marker/reflector แทนได้
  2. ใช้แสงเพื่อการนำทาง ไม่ใช่ยืดเวลากลางวัน แสงควรช่วยให้คนเข้าใจเส้นทางและจุดใช้งาน ไม่ใช่ทำทั้งพื้นที่ให้สว่างเท่ากัน
  3. รักษาพื้นที่มืดไว้บางส่วน โดยเฉพาะแนวต้นไม้ ทางน้ำ แนวพุ่มไม้ และพื้นที่ที่อาจเป็น habitat ของสัตว์กลางคืน
  4. เลือกสีแสงอุ่นและลด blue-rich light โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ธรรมชาติ ควรใช้ CCT ต่ำกว่าและลดแสงขาวเย็นเท่าที่ทำได้
  5. คุมทิศทางแสงอย่างละเอียด ใช้ full cutoff, shield, louver, visor และ aiming ที่ไม่ปล่อยแสงขึ้นฟ้าหรือเข้าพื้นที่ธรรมชาติ
  6. ใช้เวลาเป็นส่วนหนึ่งของ design ตั้ง schedule, dimming, motion sensor และ seasonal scene ให้แสงเปลี่ยนตามการใช้งานจริง
  7. ทำงานร่วมกับ ecologist โครงการที่อยู่ใกล้พื้นที่ธรรมชาติควรมีผู้เชี่ยวชาญระบบนิเวศร่วมตรวจเส้นทางสัตว์ พื้นที่อ่อนไหว และช่วงฤดูกาลสำคัญ

แสงเพื่อการนำทาง: สว่างน้อยลง แต่เข้าใจพื้นที่มากขึ้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญจาก RIBA คือแนวคิดการใช้แสงเพื่อ “navigate the night” แทนการทำให้กลางคืนเหมือนกลางวันทั้งหมด งานออกแบบที่ดีจึงอาจไม่ได้เพิ่มค่า lux ทุกจุด แต่เลือกส่ององค์ประกอบที่ช่วยให้คนอ่านพื้นที่ได้ เช่น เส้นทางเดิน ขอบบันได จุดเปลี่ยนระดับ ผิวแนวตั้ง ป้ายบอกทาง หรือจุดหมายปลายทาง

การใช้แสงแนวตั้งอย่างมีกลยุทธ์ เช่น ส่องผนังต่ำ ป้าย หรือ landmark เล็ก ๆ อาจช่วยให้คนรู้ทิศทางได้ดีกว่าการปูแสงแนวนอนทั่วพื้นที่ วิธีนี้ช่วยลดพลังงาน ลด sky glow และเหลือพื้นที่มืดให้สิ่งมีชีวิตอื่นมากขึ้น

พื้นที่แบบไหนควรระวังเป็นพิเศษ

พื้นที่ความเสี่ยงด้านระบบนิเวศคำแนะนำเบื้องต้น
ทางเดินริมน้ำ / boardwalkกระทบแมลง สัตว์น้ำ นก และค้างคาวใช้แสงต่ำ อุ่น กดลงพื้น และหลีกเลี่ยงการส่องผิวน้ำโดยตรง
สวนสาธารณะรบกวนพื้นที่พักของสัตว์และพืชแยกโซนสว่างกับโซนมืด ใช้ sensor และ dimming schedule
รีสอร์ต / โรงแรมธรรมชาติไฟตกแต่งมักส่องต้นไม้หรือท้องฟ้าโดยไม่จำเป็นลด uplight, ใช้ bollard/step light shielded และตั้งเวลาปิดไฟตกแต่ง
อาคารกระจกและ façadeดึงนกและแมลงเข้าหาแสง โดยเฉพาะช่วงอพยพลด façade lighting หลังเวลาจำเป็น ใช้ curtain/controls และลดแสงรั่วจากภายใน
สนามกีฬาใกล้ชุมชน/ธรรมชาติlight spill และ glare กระทบพื้นที่รอบสนามจำลองแสงก่อนติดตั้ง ใช้ asymmetrical optics, shielding และปิดไฟทันทีหลังใช้งาน

Seasonal Lighting: แสงควรเปลี่ยนตามฤดูกาลได้

บทความ RIBA ยกตัวอย่างโครงการที่ใช้ seasonal controls เพื่อปรับความเข้มและสีแสงให้ลดผลกระทบต่อสัตว์ป่า แนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะระบบนิเวศไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนกันตลอดปี เช่น ฤดูผสมพันธุ์ ฤดูอพยพ ช่วงที่แมลงชุก หรือช่วงที่สัตว์บางชนิดออกหาอาหารมากขึ้น

ในงานจริง lighting control system จึงไม่ควรมีแค่ on/off แต่ควรมี scene ตามฤดูกาล ช่วงเวลา และกิจกรรม เช่น หลัง 22:00 ลดแสงลง, ช่วงฤดูอพยพปิด façade lighting, พื้นที่ใกล้น้ำลด CCT และ dim ลงมากกว่าปกติ หรือใช้ motion sensor เฉพาะเมื่อมีคนเดินผ่าน

Checklist ออกแบบแสงที่เป็นมิตรต่อ Biodiversity

  • ทำแผนที่ habitat, water edge, tree line, roosting/foraging route ก่อนวางตำแหน่งโคม
  • กำหนด “dark zone” ที่ตั้งใจให้มืด ไม่ใช่พื้นที่ตกหล่นจากการออกแบบ
  • หลีกเลี่ยง uplight และการส่องเรือนยอดต้นไม้ทั้งคืน
  • เลือก CCT อุ่นและลด blue-rich light โดยเฉพาะพื้นที่ธรรมชาติ
  • ใช้ shield, louver, visor และ optic ที่คุมแสงออกนอกพื้นที่
  • ใช้ dimming, timer, motion sensor และ seasonal scene
  • ตรวจ light trespass และ glare จากมุมมองของคนและเส้นทางสัตว์
  • ประสานงานกับ ecologist และ landscape architect ตั้งแต่ต้นโครงการ
  • หลังติดตั้งจริงควรวัดค่าและปรับ aiming/scene ไม่จบแค่ตอนติดตั้งโคม

เชื่อมโยงกับมลภาวะทางแสงและ Dark Sky

ออกแบบแสงเพื่อ biodiversity เชื่อมกับแนวคิด มลภาวะทางแสง โดยตรง เพราะปัญหา sky glow, glare และ light trespass ไม่ได้รบกวนเฉพาะมนุษย์ แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตกลางคืนด้วย ในเชิงออกแบบจึงควรใช้หลักการเดียวกันคือ ใช้แสงเท่าที่จำเป็น ส่องเฉพาะจุดที่ต้องใช้ ควบคุมเวลาเปิดไฟ และเลือกสีแสงให้เหมาะกับบริบท

บทความและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง

วันที่เข้าถึงข้อมูล: 14 กรกฎาคม 2026

สรุป

แสงที่ดีสำหรับมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเป็นแสงที่ดีต่อระบบนิเวศเสมอไป งานออกแบบแสงยุคใหม่จึงต้องคิดมากกว่าเรื่องความสว่างและความสวยงาม ต้องคำนึงถึงสีแสง เวลา ทิศทาง ระดับความสว่าง พื้นที่มืด และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย หากออกแบบอย่างละเอียด แสงสามารถทำให้พื้นที่ปลอดภัย ใช้งานได้ และยังเคารพกลางคืนในฐานะส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปพร้อมกัน