เมื่อปิดไฟแล้วเห็นแมวเดินหลบเฟอร์นิเจอร์ได้คล่อง หลายคนจึงคิดว่าแมวมองเห็นได้แม้ในความมืดสนิท ยิ่งเวลาถ่ายรูปด้วยแฟลชหรือส่องไฟไปทางใบหน้า ดวงตาของแมวยังดูเหมือนมีแสงสีเขียวหรือสีเหลืองออกมาด้วย ความจริงทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกับการจัดการ “แสงปริมาณน้อย” ภายในดวงตาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่พลังพิเศษและไม่ใช่แสงที่ดวงตาผลิตขึ้นเอง
แมวมองเห็นในที่แสงน้อยได้ดีกว่ามนุษย์ เพราะรูม่านตารับแสงได้กว้าง จอประสาทตามีเซลล์รับแสงชนิด rod จำนวนมาก และมีชั้นสะท้อนแสงหลังจอประสาทตาที่เรียกว่า tapetum lucidum ส่วนแสงที่ดูเหมือนออกจากตาแมวคือแสงภายนอกที่สะท้อนกลับออกมา ไม่ใช่ดวงตาเรืองแสงเอง
แมวมองเห็นตอนกลางคืนเป็นอย่างไร
ในช่วงพลบค่ำหรือในห้องที่มีแสงน้อย แมวสามารถแยกรูปร่าง ขอบวัตถุ และการเคลื่อนไหวได้ดีกว่ามนุษย์ แหล่งข้อมูลจาก Merck Veterinary Manual และ Cornell Feline Health Center อธิบายตรงกันว่าโครงสร้างของดวงตาแมวเพิ่มความไวต่อแสงสลัว โดย Cornell ระบุว่าความไวต่อแสงของแมวอาจสูงกว่ามนุษย์ประมาณหกเท่า[1][2]
อย่างไรก็ตาม “เห็นได้ดีในที่มืด” ไม่เท่ากับ “เห็นได้ในความมืดสนิท” หากไม่มีโฟตอนจากไฟถนน แสงจันทร์ ไฟทางเดิน หรือแหล่งกำเนิดแสงใดเลย ดวงตาแมวก็ไม่มีแสงให้รับและสร้างภาพ

ดวงตาแมวรับแสงน้อยได้อย่างไร
1. รูม่านตาขยายจากเส้นตั้งเป็นวงกว้าง
กลางวันรูม่านตาของแมวบ้านหดเป็นช่องแนวตั้งเพื่อลดแสง แต่ในที่มืดจะขยายจนดูเกือบกลม งานวิจัยใน Science Advances รายงานว่าพื้นที่รูม่านตาของแมวบ้านเปลี่ยนได้ประมาณ 135 เท่าระหว่างหดสุดและขยายสุด จึงรองรับสภาพแสงที่ต่างกันมากได้ดี[4]
2. จอประสาทตาให้ความสำคัญกับความไวต่อแสง
จอประสาทตาหรือ retina มีเซลล์รับแสงหลักสองกลุ่ม ได้แก่ cone ซึ่งเกี่ยวข้องกับสีและรายละเอียดในแสงมาก กับ rod ซึ่งไวต่อแสงสลัว ดวงตาแมวมีระบบ rod เด่น จึงตอบสนองต่อแสงน้อยและการเคลื่อนไหวได้ดี แต่ความได้เปรียบนี้ไม่ได้หมายความว่าภาพจะคมและมีสีสดกว่ามนุษย์
3. Tapetum lucidum ให้แสงมีโอกาสถูกจับอีกครั้ง
หลังจอประสาทตาของแมวมีชั้นสะท้อนแสงชื่อ tapetum lucidum แสงที่ผ่าน retina ไปโดยยังไม่ถูกดูดกลืนจะถูกสะท้อนย้อนกลับผ่านเซลล์รับแสงอีกครั้ง คล้ายให้โฟตอนได้ “โอกาสรอบสอง” จึงเพิ่มความไวในสภาพแสงน้อย[2][3]
ทำไมดวงตาแมวจึงดูเหมือนมีแสงออกมา
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า eyeshine และเกิดเด่นเมื่อแหล่งกำเนิดแสงอยู่ใกล้แนวสายตาของผู้สังเกต เช่น แฟลชกล้อง ไฟฉาย หรือไฟหน้ารถ แสงเดินทางเข้าไปในตาแล้วถูก tapetum lucidum สะท้อนย้อนกลับมาใกล้ทิศทางเดิม จึงเห็นดวงตาสว่างจากมุมของเรา
แสงผ่านกระจกตาและรูม่านตาที่กำลังขยาย
เซลล์รับแสงดูดกลืนโฟตอนบางส่วนและส่งสัญญาณไปยังสมอง
ชั้นสะท้อนหลังจอประสาทตารับแสงที่ยังไม่ถูกดูดกลืน
โฟตอนมีโอกาสกระตุ้นเซลล์รับแสงอีกครั้ง
เราจึงเห็นแสงสีเขียว เหลือง หรือฟ้าอมเขียวจากดวงตา

จุดสำคัญ: ถ้าไม่มีแสงจากภายนอก ตาแมวจะไม่เรืองแสง การเห็น eyeshine จึงเป็นหลักฐานของการสะท้อนแสง ไม่ใช่การปล่อยแสงจากภายในดวงตา
แมวมองเห็นสีและรายละเอียดเหมือนมนุษย์หรือไม่
ไม่เหมือนทั้งหมด หลักฐานด้านเซลล์รับแสงและการทดลองพฤติกรรมสนับสนุนว่าแมวมีการมองเห็นสีแบบ dichromatic เป็นหลัก โดยแยกช่วงสีน้ำเงินและเขียวได้ดีกว่าความแตกต่างในกลุ่มแดงกับเขียว[6] ในแสงต่ำ การรับรู้ยิ่งพึ่งพา rod มากขึ้น สีจึงดูจางลงและข้อมูลเรื่องความสว่างกับการเคลื่อนไหวมีความสำคัญกว่า
การเพิ่มความไวด้วย tapetum lucidum ยังอาจแลกกับการกระเจิงของแสงบางส่วน จึงไม่ควรอธิบายว่าแมวเห็น “ชัดกว่า” มนุษย์ในทุกด้าน คำที่แม่นกว่าคือแมวเห็น ไวกว่าในสภาพแสงน้อย ขณะที่มนุษย์มักได้เปรียบด้านรายละเอียดและสีในสภาพแสงกลางวัน
ทำไมสี eyeshine ของแมวจึงไม่เหมือนกัน
สีที่เห็นขึ้นกับโครงสร้างและองค์ประกอบของ tapetum lucidum สีตา อายุ มุมของแสง และสเปกตรัมของแหล่งกำเนิดแสง จึงพบได้ทั้งเขียว เหลือง ฟ้าอมเขียว หรือส้มอ่อน ภาพจากโทรศัพท์คนละรุ่นก็อาจบันทึกสีต่างกันได้
จัดแสงกลางคืนในบ้านที่มีแมวอย่างไร
แมวสุขภาพดีมักเดินในบ้านที่คุ้นเคยได้ดีเมื่อมีแสงสลัว แต่การจัดแสงทางเดินอย่างพอดียังช่วยลดการสะดุด โดยเฉพาะลูกแมว แมวสูงวัย หรือแมวที่มีโรคตา
- ใช้ไฟทางเดินระดับต่ำหรือไฟซ่อนที่ไม่ส่องเข้าตาโดยตรง
- ให้มีแสงพอมองเห็นขอบบันได ชามน้ำ กระบะทราย และทางผ่านหลัก
- หลีกเลี่ยงจุดสว่างจ้ามากติดกับพื้นที่มืด เพราะดวงตาต้องปรับตัวระหว่างสองระดับแสง
- ลดแสงรบกวนจากภายนอกและไม่จำเป็นต้องเปิดไฟสว่างทั่วบ้านตลอดคืน
- เลือกโคมที่แสงนิ่งและติดตั้งไม่ให้แมวชน สายไฟหลุด หรือพื้นผิวร้อนเกินไป
แนวคิดนี้สอดคล้องกับออกแบบแสงที่ดีสำหรับคนเช่นกัน คือให้แสงตรงจุด ลดแสงบาดตา และไม่ใช้ความสว่างเกินความจำเป็น อ่านต่อได้ในบทความ ออกแบบแสงในบ้านแบบ 3 Layers
เมื่อไรควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์
Eyeshine ที่เห็นสองข้างใกล้เคียงกันตามมุมแสงมักเป็นปรากฏการณ์ปกติ แต่ควรปรึกษาสัตวแพทย์หากตาข้างหนึ่งสะท้อนต่างจากเดิมอย่างชัดเจน รูม่านตาสองข้างไม่เท่ากัน ตาขุ่น แดง มีน้ำตา เดินชนสิ่งของ หรือพฤติกรรมการมองเห็นเปลี่ยนกะทันหัน โรคของเลนส์ จอประสาทตา ความดันตา และระบบประสาทอาจทำให้การตอบสนองต่อแสงเปลี่ยนได้[2]
คำถามที่พบบ่อย
แมวมองเห็นได้ในความมืดสนิทหรือไม่
ไม่ได้ แมวต้องอาศัยแสงอย่างน้อยเล็กน้อยเพื่อให้จอประสาทตารับข้อมูล เพียงแต่นำแสงสลัวมาใช้ได้มีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์
ทำไมตาแมวเป็นสีเขียวเมื่อถ่ายรูป
แสงแฟลชอยู่ใกล้แนวเลนส์กล้อง จึงสะท้อนจาก tapetum lucidum กลับเข้าสู่กล้องได้มาก สีเขียวหรือเหลืองมาจากคุณสมบัติการสะท้อนของดวงตาและสเปกตรัมของแสง
ตาแมวปล่อยแสงออกมาเองหรือไม่
ไม่ปล่อย แสงที่เห็นคือแสงจากแฟลช ไฟฉาย ไฟรถ หรือแหล่งอื่นที่สะท้อนกลับออกมา หากไม่มีแสงตกกระทบก็จะไม่เกิด eyeshine
ควรเปิดไฟให้แมวตอนกลางคืนไหม
ไม่จำเป็นต้องเปิดสว่างทั้งบ้าน แต่ไฟทางเดินสลัวที่ไม่แยงตาอาจมีประโยชน์ในบ้านที่มีบันได สิ่งกีดขวาง แมวสูงวัย หรือแมวที่มีปัญหาการมองเห็น
แฟลชทำให้ตาแมวเรืองแสงเป็นอันตรายไหม
eyeshine เองไม่ใช่อันตราย แต่แสงแฟลชใกล้ดวงตาอาจทำให้ตกใจและไม่สบายตาชั่วคราว จึงควรหลีกเลี่ยงการยิงแฟลชตรง ๆ ซ้ำหลายครั้งในระยะใกล้
อ่านต่อเรื่องแสงและการมองเห็น
ทางลัดสำหรับวางแผนแสงสว่าง
เริ่มจากรวมบทความ เลือกเครื่องมือคำนวณ แล้วดูวิธีทดสอบหรือแหล่งเลือกโคมที่เกี่ยวข้อง